ประวัติกรมสื่อสารทหารเรือไทยในยุคแรก
แทบจะในทันทีที่เทคโนโลยีการสื่อสารโทร คมนาคมสมัยใหม่เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และวิทยุได้ถือกำเนิดในช่วงปี 1837-1896 (พ.ศ. ๒๓๘๐ – ๒๔๓๙) เทคโนโลยีเหล่านี้ได้แพร่กระจายเข้ามาสู่ประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มจากกระทรวงกลาโหม และในไม่ช้ากองทัพต่าง ๆ ก็ได้พัฒนาระบบสื่อสารโทรคมนาคมขึ้นมาใช้เป็นของตนเอง ทั้งนี้เนื่องมีกติกาสำคัญในยุคนั้น คืออนุญาตให้หน่วยงานราชการเท่านั้น โดยเฉพาะหน่วยงานทางทหาร ที่จะสามารถครอบครองความถี่และนำเข้าอุปกรณ์สื่อสารได้ ในการนี้กองทัพเรือได้มีบทบาทในฐานะผู้นำแห่งการสื่อสารยุคใหม่ตั้งแต่ในยุคต้น

จากกลาโหมสู่การพัฒนาสยามประเทศ
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทยก่อนหน้าที่จะมีการนำระบบโทรเลขอันเป็นระบบโทร คมนาคมแรกของประเทศไทยซึ่งถูกนำเข้ามาใช้งานอย่างเป็นทางการในรัชสมัยของพระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นั้น การติดต่อสื่อสารอยู่บนพื้นฐานของการคมนาคมด้วย “สาร” และ “สื่อ” ที่อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เอกสารจาก ใบบอก ศุภอักษร ตราตอบ และพระราชสาส์น หรือในรูปของสัญญาณเสียง แสง จาก กลอง เกราะ ฆ้อง แตร พลุ คบเพลิง สัญญาณธง ฯลฯ และด้วยการ “สื่อ” หรือวิธีการนำพา “สาร”ดังกล่าวจากผู้ส่งไปยังผู้รับ ด้วยวิธีการต่างๆ อาจจะด้วยวิธีการเดินเท้า หรือใช้สัตว์พาหนะหรือยานพาหนะร่วมสมัย ทั้งทางบกและทางน้ำจึงเป็นการสื่อ สารในรูปแบบของอดีตกาล สำหรับการสื่อสารระหว่างเรือกับฝั่งนั้น มีหลักฐานระบุว่ามีการใช้สัญญาณธงประจำเรือ ในสมัยอยุธยาทั้งเรือไทยและเรือต่างชาติใช้ธงเพื่อเป็นการแสดงการทักทาย แจ้งข่าว จนถึงการแจ้งความพร้อมเพื่อทำการรบ หรือบอกสัญญาณการพาย ดังเช่นที่ยังสามารถพบเห็นในกระบวนเรือราชพิธีเสด็จยาตราชลมารค นอกจากนี้ยังมีการส่งสัญญาณเสียงปืนใหญ่ เพื่อการแสดงการต้อนรับและแสดงความเคารพ และสภาวะสงครามทั้งจากเรือ และป้อมปืนริมฝั่งแม่น้ำสมัยอยุธยา และการส่งสัญญาณเสียงฆ้อง เพื่อสื่อสารระหว่างริมฝั่งกับเรือเพื่อกิจการศุลกากรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
เมื่อการสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่เข้า สู่ประเทศไทยครั้งแรกในสมัยรัชการที่ ๔ ในรูปกิจการโทรเลขนั้น กองทัพเรือยังไม่ได้ถือกำเนิดในฐานะกองทัพ หากแต่กระจัดกระจายอยู่ในระบบจตุสดมภ์ เช่น ทหารเรือวังหน้า ทหารเรือวังหลวง และกรมอรสุมพล สมพล จันทร์ประเสริฐ แห่งบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กิจการโทรเลขที่เข้ามาในครั้งนั้น อยู่ในรูปแบบการทำสัมปทานกับชาวอังกฤษ โดยวิลเลี่ยม เฮนรี ริด (William Henry Rid) ตัวแทนจากประเทศอังกฤษ ยื่นเรื่องเพื่อขอพระบรมราชานุญาต สร้างวางสายโทรเลขในประเทศไทย แต่ไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ กระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๑๘ ซึ่งตรงกับรัชกาลสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยรัฐบาลไทยได้จัดสร้างวางสายโทรเลข โดยกระทรวงกลาโหมเป็นผู้รับดำเนินงาน และสร้างเส้นทางโทรเลขสายแรก ได้แก่ สายกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ ซึ่งมีระยะทางรวม ๔๕ กิโลเมตร และเชื่อมสายเคเบิลใต้น้ำ ต่อออกไปถึงประภาคารที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อใช้ในการแจ้งข่าวสารสำหรับการเดินเรือผ่านเข้า-ออกจากสันดอนมายัง กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๑ ได้สร้างสายโทรเลขสายที่สองให้บริการระหว่างกรุงเทพฯ-บางปะอินและขยายต่อไป จนถึงอยุธยา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ ได้พัฒนาสร้างสายโทรเลขโดยลวดอาบสังกะสี ได้แก่ เส้นทางจากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดปราจีนบุรี กบินทร์บุรี อรัญประเทศ ศรีโสภณ ถึงคลองกำปงปลักในจังหวัดพระตะบองของประเทศไทยในขณะนั้น และประเทศกัมพูชาต่อเข้ากับสายโทรเลขของอินโดจีนเชื่อมโยง กับเมืองไซ่งอน (หรือโฮจิมินห์ในภายหลัง) ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นโทรเลขสายแรกที่ติดต่อกับต่างประเทศและเปิดให้บริการในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ด้วยอัตราค่าบริการโทรเลขคำละ ๑ เฟื้อง (อัตราเงินในขณะนั้น) และเปิดบริการโทรเลขสาย กรุงเทพฯ-สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ-อยุธยา ด้วยอัตราคำละ ๒ ไพ ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ สมเด็จพระจุลจอมกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนากรมโทรเลขและกรมไปรษณีย์ขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ ได้สร้างโทรเลขสายตะวันตก ได้แก่สายกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี และเชื่อมต่อกับสายโทรเลขประเทศพม่าที่เขตชายแดนไทย ซึ่งเปิดให้บริการในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ และในปีเดียวกันได้ออกกฎหมายโทรเลขชื่อ จุลศักราช ๑๒๔๖ มีบทบัญญัติ ๑๕ ข้อ (กระทั่ง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้ยกเลิกกฎหมาย จุลศักราช ๑๒๔๖ และประกาศใช้ พระราชบัญญัติโทรเลข โทรศัพท์ พุทธศักราช ๒๔๗๗) และในปี พ.ศ. ๒๔๒๘ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทูตไทยประจำกรุงปารีสประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้แทนเข้าร่วม การประชุมโทรเลขระหว่างประเทศที่กรุงเบอลินและเป็นผู้ลงนามอนุสัญญาโทรเลข ระหว่างประเทศ และบทบัญญัติของเบอลิน ทำให้ประเทศไทย เริ่มใช้กฎข้อบังคับ และระเบียบการโทรเลขระหว่างประเทศ เพื่อการบริการระหว่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ เป็นต้นมา และในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๓๘-๒๔๔๐ ได้สร้างสายโทรเลขเพิ่มขึ้นอีกสามสาย คือ สายชลบุรี–ตราด ผ่านอำเภอ ศรีราชา จันทบุรี ระยอง สายศรีราชา–เกาะมะขาม และสายสวรรคโลก–แม่สอด ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ได้จัดตั้งที่ทำการโทรเลขขึ้นที่จังหวัดหนองคาย ขอนแก่น สิงห์บุรี ปัตตานี เมืองปากลาย (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) และสร้างสายโทรเลขระหว่างไทรบุรี-สงขลาและไทรบุรี-กัวลามุดา ซึ่งสายไทรบุรี-กัวลามุดา เชื่อมต่อกับสายโทรเลข สหพันธรัฐมลายา ทำให้มีการติดต่อกับปีนัง (ประเทศมาเลเซีย) และประเทศสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ สร้างสายโทรเลขจากกรุงเทพฯไปตามทางรถไฟถึงสมุทรปราการและสมุทรสงครามรวมระยะ ทาง ๗๓ กิโลเมตร และยกเลิกเส้นทางสายราชบุรีไปสมุทรสงครามในปีนี้
การสื่อสารโทรเลขของไทยยังคงเป็นการสื่อ สารแบบทางสาย จนกระทั่งวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๖ จึงได้เปิดสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศไทยที่ตำบลศาลาแดง และในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ รัฐบาลขณะนั้น ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยุโทรเลข ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ กรมไปรษณีย์โทรเลขทำความตกลงกับกระทรวงทหารเรือในช่วงเวลานั้นเพื่อให้ บริการวิทยุโทรเลขแก่สาธารณชนในจังหวัดพระนครและจังหวัดสงขลาได้เป็นครั้ง แรก โดยให้ทหารเรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการช่างวิทยุและการรับส่ง ส่วนกรมไปรษณีย์โทรเลขปฏิบัติงานเกี่ยวกับการติดต่อกับประชาชน คือ การรับฝากและนำจ่ายวิทยุโทรเลข การเก็บเงินค่าธรรมเนียม การบัญชีและเอกสาร ตลอดจนการติดต่อกับสำนักงานกลางขององค์การวิทยุโทรเลขระหว่างประเทศที่กรุง เบอร์นประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ รัฐบาลไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยุโทรเลขเพิ่มเติม ในวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้เปิดใช้สถานีวิทยุโทรเลขที่เกาะขาม (ใกล้เกาะสีชัง) และวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ กรมไปรษณีย์โทรเลขรับโอนสถานีวิทยุโทรเลขที่ตำบลศาลาแดง จังหวัดพระนครฯกับสถานีวิทยุโทรเลขที่จังหวัดสงขลา จากกระทรวงทหารเรือ มาดำเนินงานเอง โดยรับโอนพนักงานวิทยุ และช่างวิทยุทหารเรือในขณะนั้น มาเป็นข้าราชการพลเรือน ของกรมไปรษณีย์โทรเลข จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๑ กรมไปรษณีย์โทรเลขยกเลิกเครื่องส่งวิทยุโทรเลขแบบประกายไฟฟ้า (Spark) เปลี่ยนมาใช้เครื่องส่งชนิดใช้หลอดสุญญากาศกำลังส่ง ๓ กิโลวัตต์ ในวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๑ กรมไปรษณีย์โทรเลขเปิดให้บริการการวิทยุโทรเลขโดยตรงกับทวีปยุโรป ซึ่งติดต่อกับกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน และกรมไปรษณีย์โทรเลขได้เปิดบริการวิทยุโทรเลขระหว่างประเทศกับกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕ และในวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๘ โรงไฟฟ้าในพระนคร คือ โรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสนทั้งสองโรงถูกทิ้งระเบิดเสียหายทำให้ไม่ มีกระแสไฟฟ้าใช้การติดต่อ การสื่อสารทางวิทยุทุกสาย ต้องหยุดไปชั่วคราว ในปีเดียวกันได้จัดหาเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาใช้งาน ที่สถานีวิทยุเครื่องรับจังหวัดนนทบุรี และสถานีวิทยุเครื่องส่งเขตหลักสี่ทำให้สามารถใช้เครื่องรับ-ส่งวิทยุคมนาคม ติดต่อกันได้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเสร็จจึงได้ทำการติดต่อกับกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ด้วยระบบมอร์สเป็นประเทศแรกเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๒ ต่อมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ปริมาณโทรเลขรับ-ส่งเพิ่มสูงขึ้น
ในช่วงแรกนั้น โทรเลขใช้สัญญาณขีดและจุดที่บันทึกลงแผ่นกระดาษ ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นการรับสัญญาณด้วยการฟังเสียง ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาเครื่องโทรพิมพ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1901 (พ.ศ. ๒๔๔๔) โดยโดนัลด์ เมอร์เรย์ (Donald Murray) ได้สร้างคีย์บอร์ด (Keyboard) ที่มีลักษณะเหมือนแป้นพิมพ์ดีด เพื่อใช้ในการปรุแถบข้อมูลสำหรับการเตรียมข้อมูลไว้ใช้ร่วมกับเครื่อง โทรพิมพ์ ต่อมาปี ค.ศ. 1906 (พ.ศ. ๒๔๔๙) โฮวาร์ด ครัม (Howard Krum) และชาร์ลส์ ครัม (Charles Krum) ร่วมกันพัฒนาเครื่องโทรพิมพ์ โดยการดัดแปลงเครื่องพิมพ์ดีดสำหรับนำมาใช้งานกับเครื่องโทรพิมพ์ และต่อมาจึงได้ดำเนินการทดสอบรูปแบบดังกล่าว บนสายโทรเลข และประสบผลสำเร็จ ซึ่งเริ่มใช้งานในเชิงพาณิชย์เมื่อปี ค.ศ. 1910 (พ.ศ. ๒๔๕๓) โดยบริษัทไปรษณีย์โทรเลข ระหว่างนครนิวยอร์ก และเมืองบอสตันประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1912 (พ.ศ. ๒๔๕๕) โฮวาร์ด ครัม และชาร์ลส์ ครัม จึงได้ร่วมมือกับจอย มอร์ตัน (Joy Morton) จัดตั้งบริษัทในนาม “มอร์ครัม (Morkrum)” เพื่อผลิตเครื่องโทรพิมพ์แบบ Start-Stop ซึ่งถือเป็นเครื่องโทรพิมพ์เครื่องแรกสำหรับให้บริการ เกี่ยวกับการเงินของสหราชอาณาจักร โดยเครื่องโทรพิมพ์ดังกล่าวสามารถรับส่งข้อความ หรือตัวอักษรได้ด้วยความเร็ว ๔๐ คำต่อนาที โดยใช้วิธีการปรุแถบข้อความ ต่อมาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประเทศเยอรมันได้เริ่มพัฒนา และผลิตเครื่องโทรพิมพ์ ใช้ในระดับประเทศ โดยกรมไปรษณีย์โทรเลข ของประเทศเยอรมัน (German Imperial Post and Telegraph Administration) ได้ทดลองนำเครื่องโทรพิมพ์ จากบริษัทมอร์ครัม (Morkrum) มาใช้สำหรับการรับส่งข้อมูลข่าวสารระดับประเทศ และเริ่มใช้งานเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๙ และจากนั้นจึงได้เริ่มขยายเครือข่ายโทรพิมพ์ พร้อมทำการติดตั้งชุมสายโทรพิมพ์แบบอัตโนมัติ ในระดับประเทศขึ้นเปิดให้บริการ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งเป็นเครื่องโทรพิมพ์ระบบอัตโนมัติเครื่องแรก ที่ใช้ในกรุงเบอลิน ประเทศเยอรมัน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ จึงนำระบบการสื่อสารโทรคมนาคมด้วยเครื่องโทรพิมพ์ใช้ในระดับนานาชาติเป็น ครั้งแรกของโลก ซึ่งให้บริการระหว่างประเทศเยอรมัน ประเทศเนเธอร์แลนด์ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ โทรพิมพ์ถูกนำมาใช้ในพระนครหรือกรุงเทพมหานครในขณะนั้นเป็นครั้งแรก โดยเป็นเครื่องโทรพิมพ์ (Teleprinter) ภาษาอังกฤษแบบ ๕ ยูนิต เครื่องโทรพิมพ์ที่นำมาใช้ภายในประเทศยังต้องแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ หรือรับส่งถ้อยคำด้วยอักษรโรมันเหมือนการรับส่งโทรเลขด้วยสัญญาณมอร์ส ขณะที่ยังไม่มีรหัสสัญญาณภาษาไทย กระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ นายสมาน บุณยรัตพันธุ์ ได้คิดค้นเครื่องโทรพิมพ์ภาษาไทยสำเร็จโดยคิดระบบกลไก (Spacing Control Mechanism) ที่ดัดแปลงจากเครื่องโทรพิมพ์อักษรโรมัน และในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้ประดิษฐ์เครื่องโทรพิมพ์ทำงานได้ทั้งสองภาษาในเครื่องเดียวกันคือ มีทั้งภาษาไทยครบถ้วนและภาษาอังกฤษ และให้ชื่อว่า “เครื่องโทรพิมพ์ไทยแบบเอสพี (S.P.)” กรมไปรษณีย์โทรเลขได้รับรองเครื่องโทรพิมพ์ไทยแบบ S.P. เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ และเริ่มสั่งสร้างเครื่องโทรพิมพ์ไทย จากญี่ปุ่นเข้ามาใช้งานรับส่งโทรเลขเป็นรุ่นแรก ระหว่างกรุงเทพฯ-นครสวรรค์ กรุงเทพฯ-อุตรดิตถ์และเชียงใหม่ ได้ขยายการรับ-ส่งโทรเลขโดยใช้เครื่องโทรพิมพ์ออกไปทั่วประเทศสำหรับรหัส มอร์สไทยนั้นเกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกพร้อมกับระบบโทรเลขของช่วงสมัย รัชกาลที่๕ปีพ.ศ.๒๔๑๘โดย ระยะเริ่มแรกรหัสมอร์สที่ใช้ในการส่งโทรเลขเป็นตัวอักษรโรมันข้อความที่ส่ง จึงเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นถ้าต้องการส่งข้อความภาษาไทยต้องแปลข้อความเป็น ภาษาอังกฤษก่อนทำให้การสื่อสารเกิดความล่าช้าและเกิดความเข้าใจผิดได้ต่อมา ระบบโทรเลขมีความจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารภายในประเทศทั้งในส่วน ของราชการทางทหารกรมรถไฟและกรมไปรษณีย์ในสมัยนั้นทำให้มีการคิดค้นรหัสมอร์ สภาษาไทยขึ้นและประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่๑พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๔๕๕ จากการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่กรมการสื่อสารและเทคโนโลยีทหารเรือ พบว่ารหัสมอร์สภาษาไทยนี้ มิได้ใช้หลักการกำหนดรหัสตามความถี่ของการใช้ตัวอักษร หากแต่เป็นการแปลงตัวอักษรที่ตรงกันระหว่างภาษาเยอรมันกับภาษาไทย เช่นตัวอักษร T กับ ต. เป็นต้น จึงสันนิษฐานว่าในการออกแบบรหัสในช่วงนั้นอาจได้รับความช่วยเหลือจากประเทศ เยอรมัน ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงเนื่องจากเจ้านายชั้นสูงในสมัยนั้นได้ทรงไปศึกษา ที่ประเทศเยอรมันนีเป็นจำนวนมาก และบริษัทเทเลฟุงเก้น ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของสมัยนั้นก็เป็นบริษัทจากประเทศเยอรมัน
นอกจากนี้ กิจการไปรษณีย์ก็ได้เริ่มขึ้นในช่วงนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ เจ้าหมื่นเสมอใจราช หัวหมื่นมหาดเล็กเวรสิทธิ์ ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายคำแนะนำให้เปิดบริการไปรษณีย์ขึ้นใน ประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ จึงทรงแต่งตั้งให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ผู้ทรงมี ประสบการณ์ เกี่ยวกับการจัดส่งหนังสือพิมพ์รายวัน "ข่าวราชการ" ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์ เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ฯ ได้ทรงวางโครงการและ เตรียมการไว้พร้อมที่จะเปิดบริการไปรษณีย์ได้แล้ว ก็ได้ประกาศเปิดรับฝาก ส่งจดหมายหรือหนังสือ เป็นการทดลองในเขตพระนครและธนบุรีขึ้นเมื่อ วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ มีที่ทำการตั้งอยู่ ณ ตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนปากคลองโอ่งอ่าง ด้านทิศเหนือ (ปัจจุบันถูกรื้อเพื่อใช้ที่สร้าง สะพานคู่ขนานกับสะพานพุทธ) ที่ทำการแห่งแรกนี้ใช้เป็น ที่ทำการไปรษณีย์สำหรับจังหวัดพระนคร ด้วยเรียกกันว่า "ไปรษณียาคาร"ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๑เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการกราบบังคมทูลเสนอความเห็นว่าราชการ ของกรมไปรษณีย์และราชการของกรมโทรเลข ซึ่งตั้งขึ้นก่อนกรมไปรษณีย์แล้วนั้นเป็นงานใน ด้านสื่อสารด้วยกันควรรวมเป็นหน่วยราชการ เดียวกันเสียเพื่อความสะดวกแก่การดำเนินงาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็น เป็นสมควรจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหน่วยงานทั้งสองเข้าด้วยกันเรียกว่า "กรมไปรษณีย์โทรเลข" ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปใช้อาคารและที่ดินริมถนน เจริญกรุงเป็นที่ทำการและเรียกกันโดยทั่วไปว่า "ที่ทำการไปรษณีย์กลาง" การไปรษณีย์โทรเลขจึงเป็นบริการสาธารณะที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่บัดนั้น โดยปัจจุบันได้แปรสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งรู้จักกันในนามการสื่อสารแห่ง ประเทศไทย

อาคารไปรสนียาคารจำลองที่ทำการแห่งแรกของกรมไปรษณีย์
สำหรับการโทรศัพท์นั้น ประเทศไทยเริ่มนำโทรศัพท์เข้ามาใช้งานครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ และได้มีการจัดตั้งกรมโทรเลขขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ ให้บริการไปรษณีย์และโทรศัพท์ โดยสมเด็จพระราชปิตุลาบรมวงศาภิมุขเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ เจ้ากรมกลาโหมในขณะนั้น ได้ทรงดำรินำวิทยาการด้านการสื่อสารด้วยโทรศัพท์เข้ามาใช้เป็นครั้งแรก โดยทดลองนำเครื่องโทรศัพท์มาติดตั้งที่กรุงเทพมหานคร และที่ปากน้ำจังหวัดสมุทรปราการ อาศัยสายโทรเลขที่กรมกลาโหมสร้างขึ้นสายแรก คือ กรุงเทพมหานคร -สมุทรปราการ เพื่อแจ้งข่าวเรือเข้าออกระหว่างท่าเรือกรุงเทพมหานครกับปากน้ำสมุทรปราการ จากนั้นปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้จัดตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขึ้นดูแลกิจการโทรศัพท์ทั้งหมดและ ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมซึ่งต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นบริษัท ทีโอที (จำกัด( มหาชน สำหรับการให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๒๙ กรมโทรเลขในขณะนั้นได้เปิดให้บริการโทรศัพท์แก่ประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพ มหานครหรือพระนครในขณะนั้น และธนบุรี มีผู้เช่าบริการประมาณ ๖๐ ราย เครื่องโทรศัพท์ที่นำมาให้บริการ คือ เครื่องโทรศัพท์ระบบแมกนิโต (Magneto System) ที่ต้องอาศัยการมือหมุน เพื่อสร้างสัญญาณกระดิ่ง ส่งไปแจ้งยังชุมสายโทรศัพท์ว่าต้องการเรียกออก ส่วนชุมสายโทรศัพท์ในยุคนั้น เป็นชุมสายชนิดทำงานด้วยมือ (Manual Switchboard) ที่ต้องอาศัยพนักงานสลับสาย หรือโอเปอร์เรเตอร์ เป็นผู้เชื่อมต่อสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางให้ จึงสามารถสนทนากันได้
กำเนิดเหล่าทัศนสัญญาณและจุดเริ่มต้นการสื่อสารราชนาวี
ดังนั้นก่อนปี ๒๔๓๖ เทคโนโลยีโทรเลขและโทรศัพท์ ตลอดจนการไปรษณีย์ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เทคโนโลยีโทรคมนาคมมิใช่อิทธิพลตะวันตกสิ่งเดียวที่ได้แพร่เข้าสู่ประเทศ ไทย ในขณะที่กิจการโทรเลขใช้สายกำลังเจริญอยู่ในหมู่เอกชนนั้น ลัทธิการล่าอาณานิคมของชาวตะวันตกที่ได้เริ่มมาตั้งแต่ชาวโปรตุเกสได้ค้นพบ การเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปมายังดินแดนตะวันออกในต้นทศวรรษที่ 17 และแผ่ขยายจนกระทั่งอังกฤษและฝรั่งเศสได้แข่งขันกันสร้างอิทธิพลในแถบอินโด จีนเพื่อหาทางเข้าจีนผ่านทางประเทศลาว เมื่อถึงปี พ.ศ.๒๔๓๖ อังกฤษก็ได้ยึดดินแดนจำนวนมากไว้ในครอบครองซึ่งรวมถึง อินเดีย พม่า และมลายา ในขณะที่ฝรั่งเศสได้ครอบครองเวียตนามแล้ว ก็ได้เร่งที่จะยึดฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคือลาวให้ได้ จึงเร่งหาเหตุที่จะคุกคามประเทศไทย โดยถือโอกาสเข้าแทรกแซงการปกครองของไทยในคราวกบฏจีนฮ่อในสิบสองจุไท แล้วขยายความขัดแย้งจนเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างทหารไทยกับทหารฝรั่งเศส และเมื่อเกิดเหตุที่ทหารไทยได้สังหารและจับกุมตัวนายทหารฝรั่งเศสบางนายได้ ฝรั่งเศสจึงได้อ้างเหตุในการส่งเรือรบจำนวน ๓ ลำ ฝ่าแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจอดหน้าหน้าสถานกงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพได้เป็นผล สำเร็จ ในเหตุการณ์ที่เรียกว่ากรณีพิพาทไทยฝรั่งเศสที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาในกรณี วิกฤติการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ซึ่งในขณะนั้นแม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงเล็งเห็นภัย และได้เตรียมการปรับปรุงกำลังรบของประเทศ โดยรวมกรมทหารเรือพระที่นั่งเวสาตรี กับกรมอรสุมพลเข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกว่า กรมทหารเรือขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๓๐ โดยเฉพาะปรับปรุงกิจการทหารเรือให้ทันสมัย ด้วยการจัดหาเรือจากต่างประเทศเช่น เรือพระที่นั่งมหาจักรี เรือมกุฎราชกุมาร เรือนฤเบนทร์บุตรี เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ เรือทูลกระหม่อม เรือหาญหักศัตรู และทุ่นระเบิดจำนวนหนึ่ง เป็นต้น ตลอดจนได้บูรณะป้อมเก่าและสร้างป้อมใหม่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา และจัดหาอาวุธปืนอันทันสมัยมาเป็นจำนวนมาก เช่น ปืนเสือหมอบ มาประจำการไว้ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า และป้อมผีเสื้อสมุทร เป็นต้น นอกจากนี้ยังทรงปรับปรุงการบริหารราชการ โดยได้ยกเลิกระบบจตุสดมภ์มาใช้ระบบกระทรวง ทำให้กรมทหารเรือ ยกระดับขึ้นเป็นกระทรวงทหารเรือ มีเสนาบดีกระทรวงทหารเรือเป็นผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่ วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ แต่การเตรียมการทั้งหมดนี้ ก็ยังไม่อาจต้านทานการบุกของฝรั่งเศสได้ ทั้งนี้สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่นายทหารที่บังคับบัญชาเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอาจทำการสู้รบไม่เต็มที่ คนไทยขาดความรู้ทางเรือแม้จะได้มีการจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาทหารเรือแล้ว ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถผลิตนายทหารเรือไทยได้ จำเป็นต้องจ้างชาวต่างชาติมารับราชการทหารในตำแหน่งหลักในกองทัพและในเรือรบ ตลอดจนมาเป็นผู้ฝึกสอนทหารไทย ผลก็คือทหารไทยขาดความชำนาญ ดังเช่นที่ชาวอังกฤษได้บันทึกเหตุการณ์ช่วงหนึ่งไว้ ดังนี้

เรือพระที่นั่งมหาจักรี
“ส่วนปืนเสือหมอบบนป้อม [พระจุลจอมเกล้า]ก็เป็นปืนที่เพิ่งจัดหามาใหม่และทำการทดลองยิงในวันที่๑๐เมษายนพ.ศ.๒๔๓๖ก่อนหน้าเหตุการณ์ในครั้งนี้เพียง๓เดือนทหารที่ทำการยิงขาดความชำนาญและไม่เคยทำการยิงทำนองยุทธ์มาก่อนผลการยิงส่วนใหญ่ผบ.เรือ โคแมตได้บันทึกไว้ว่า“การยิงของฝ่ายสยามไม่ใคร่แม่นอำนวยการยิงไม่ดีและไม่ มีการคำนึงถึงความเร็วเรือของเราเพื่อแก้ศูนย์ส่วนใหญ่ของการยิงกระสุนจึงตก สูงหรือหลุดท้ายเรือเราไป” แต่อย่างไรก็ดีฝ่ายสยามก็สามารถยิงถูกเรือของฝรั่งเศสได้บ้างแม้จะไม่โดน ส่วนสำคัญขนาดทำให้เรือหมดสมรรถภาพก็ตามทีโดยเรือเย.บี.เซย์โดนยิง๒แห่งเรือโคแมต๒แห่งและเรือแองคองสตังค์ก็มีรอยลูกปืนใหญ่อีกหลายแห่ง”

ปืนใหญ่จากเรือหาญหักศัตรูที่วงเวียน ฐานทัพเรือสัตหีบซึ่งเคยยิงเรือนำร่องของข้าศึกจนต้องเกยตื้นในวิกฤติการณ์ ร.ศ. ๑๑๒
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ประเทศไทยต้องถูกปรับ และสูญเสียดินแดนหนึ่งในสาม ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศสยาม คือ ดินแดงฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ดินแดนมณฑลบูรพา (ศรีโสภณ เสียมราฐ พระตะบอง) ให้ฝรั่งเศสไป เพื่อรักษาผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ และเอกราชไว้ และในที่สุดปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ฝรั่งเศสก็ได้ยอมถอนกำลังทั้งหมด อกไปจากเขตแดนประเทศไทย จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้สร้างบทเรียนอันมีค่าให้แก่ไทยว่า “การที่มีชาวต่างชาติ มารับราชการในประเทศไทยนั้น เราจะพึ่งเขาให้ช่วยเหลือเรา ในยามคับขันไม่ได้”
หลัง จากเหตุการณ์ดังกล่าว ในหลวงรัชกาลที่ ๕ จึงทรงมีพระราชดำริที่จะจัดส่งพระราชโอรสไปศึกษาวิชาการทหารในยุโรปเพื่อให้ กลับมาเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างกองทัพไทยต่อไป และหนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือองค์บิดาของทหารเรือไทย ซึ่งเมื่อได้สำเร็จการศึกษาและเสด็จกลับมายังประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๔๔๓ ได้ทรงมีส่วนในการริเริ่มการทหารเรือไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงหลักสูตรนักเรียนนายเรือ จัดตั้งโรงเรียนนายเรือ และที่สำคัญอย่างยิ่งในด้านการสื่อสารก็คือ ได้ทรงจัดตั้งกองสัญญาเพื่อฝึกพลอาณัติสัญญาในสัญญาณธงสองมือและโคมไฟ หรือพลทัศนสัญญาณเช่นที่เรียกในปัจจุบัน
น.อ.วิศิษฐ์ ชาวผ้าขาว ได้บันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ไว้ ดังนี้
“ ประเทศไทยมีการใช้เรือทำการรบมาตั้งแต่โบราณและมีบันทึกไว้เป็นหลักฐานจำนวน มาก เช่นสมัยอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงส่งกองเรือรบของไทยไปตีเมืองทะวาย ตะนาวศรี เป็นต้น โดยใช้เรือกำปั่นของฝรั่งและเรืออื่น ๆ จำนวนนับร้อยลำ ดังนั้นการที่จะติดต่อสื่อสารกันได้ต้องใช้เสียง และทัศนสัญญาณ ซึ่งคงใช้สิ่งของใกล้ตัวเท่าที่จะหาได้ใช้กันไปพลาง ๆ เท่านั้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่า ฝรั่งที่เป็นผู้บังคับการเรือในสมัยนั้น ได้ใช้หรือฝึกทหารผู้ใดเป็นพนักงานทัศนสัญญาณอย่างจริงจังหรือไม่ประการใด
การใช้ทัศนสัญญาณอย่างเป็นรูปแบบและมีการฝึกพนักงานทัศนสัญญาณในกองทัพเรือไทย อย่างจริงจัง ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ ร.ศ.๑๑๙ (พ.ศ.๒๔๔๓)
โดยเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ เป็นนายเรือโท (เทียบเท่านาวาตรีในปัจจุบัน)
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ เป็นผู้ริเริ่ม และวางรากฐานการฝึกขึ้นด้วยพระองค์เองดังปรากฏหลักฐานในลายพระหัตถ์ ของนายพลเรือตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้รั้งตำแหน่ง
ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ กราบบังคบทูล พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๘ กรกฏาคม ร.ศ.๑๑๙ ดังต่อไปนี้
“ด้วยการราตรีสัญญาของกรมทหารเรือเรายังไม่มี ที่เงียบกันมาได้ฤา เข้าใจว่ามี ก็เพราะไม่มีเหตุเกิดขึ้น ครั้นมีเหตุขึ้นในเวลากลางคืน จึงได้รู้ว่าไม่มี ต้องใช้ถูลู่ถูกังกันไป ด้วยการฉายโคมเท่านั้น”
“แลการฟ้อนธงแลฟ้อนหมวก ซึ่งเป็นสัญญาณของพวกทหารเรือ ที่สำหรับพูดในที่ใกล้ ๆ ของเราก็ยังไม่มี ข้าพระพุทธเจ้าได้สั่งให้ นายเรือโท พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์เป็นผู้ดำริในเรื่องนี้ เธอได้ชี้แจงความดำริให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นที่พอใจมาก”
“ข้าพระพุทธเจ้าจึงจัดหาคนรู้หนังสือพอ อ่านได้เขียนได้ ส่งให้พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์นำไปฝึกหัด…….” จากนั้นกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ฯ จึงได้ขอเพิ่มอัตราพลทหารจำนวน ๒๐ นาย เพื่อมอบให้พระองค์เจ้าอาภากร ฯ นำไปฝึกหัดเป็นพลทัศนสัญญาณรุ่นแรก
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขา ที่ ๑๐/๔๕๓ ลงวันที่ ๘ กรกฏาคม ร.ศ.๑๑๙ พระราชทานพระบรมราชานุญาต มีสาระสำคัญที่ควรนำมากล่าวไว้ณ ที่นี้เพราะเป็นเอกสารหลักฐานในการสถาปนาหน่วยทัศนสัญญาณซึ่งเป็นต้นกำเนิด การสื่อสารขึ้นในกรมทหารเรือเป็นครั้งแรก ดังนี้
“ด้วยได้รับหนังสือของเธอ ลงวันวานนี้ว่าด้วยเรื่องราตรีสัญญา แลสัญญาฟ้อนธงฟ้อนหมวก สำหรับกรมทหารเรือยังไม่มี แลขอเพิ่มพนักงานกรมทหารเรืออีก ๒๐ นาย เพื่อจะมอบให้อาภากร เกียรติวงศ์ นำไปฝึกหัดขึ้น แลขอเพิ่มเงินขึ้นอีกเดือนละ๓๒๐ บาท ตั้งแต่กรกฏาคมถึงมีนาคม ๙ เดือน เงิน ๒,๘๘๐ บาท นั้น ทราบแล้ว การที่จะคิดจัดขึ้นนั้น อนุญาตแต่เรื่องของงบประมาณ ให้เธอไปพูดกับกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ”
การฝึกหัดพลทัศนสัญญาณคงจะได้ผลดีและมีประโยชน์แก่ราชการทหารเรือ ฉะนั้นในวันที่ ๕ ตุลาคม ร.ศ.๑๑๙ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ฯ จึงทรงมีลายพระหัตถ์ กราบบังคมทูล ขอตั้งหน่วยทัศนสัญญาณ และเพิ่มอัตรากำลังพลขึ้น มีสาระสำคัญในลายพระหัตถ์ ดังนี้
“ด้วยแต่เดิม ได้ให้พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ทรงฝึกหัดสัญญาระยะใกล้ขึ้นไว้ได้ขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตพลอาณัติไว้ ๒๐ นาย รับพระราชทานเงินเดือนนายละ ๒๐ บาท เป็นอย่างสูง บัดนี้ การกองสัญญาซึ่งพระองค์เจ้าอาภากรฝึกหัด เป็นคุณเป็นประโยชน์ ต่อกรมทหารเรือเป็นอันมาก ส่วนการที่มี พลอาณัติเพียง ๒๐ นายเท่านั้นยังไม่เป็นการเพียงพอแก่ราชการ คือการจะเสด็จประพาสเรือ มีเรือมากกว่า ๒๐ เป็นต้น ก็ไม่พอ หรือถ้าจะเสด็จพระราชดำเนินทางทะเล ถ้าเรือกว่า๖ ลำก็ไม่พอ เพราะพลอาณัติต้องมีลำหนึ่งอย่างน้อยเพียง ๔ คน ฉะนี้ เพราะฉะนั้น ขอรับพระราชทาน พระบรมราชานุญาต จัดกองสัญญาขึ้นให้เพียงพอ ตามพระดำริของพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ คือมีพันจ่าตรี ๑ นาย เงินเดือนสามสิบบาท จ่าอาณัติเอก ๘ คน เงินเดือน คนละ ๒๐ บาท จ่าอาณัติโท ๖ คน เงินเดือนคนละ ๑๘ บาท พลอาณัติ
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ ทร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ ทร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้